พลันที่กริ่งสัญญาณเตือนภัยแผดเสียงดังสนั่น!! ได้ปลุกให้ทุกชีวิตในโรงเรียนบ้านปงสนุก อ.เมือง จ.ลำปาง พร้อมใจกันหยุดทุกกิจกรรมที่ทำอยู่ โดยเฉพาะนักเรียนทั้ง 523 ชีวิตที่นั่งตั้งอกตั้งใจเล่าเรียนอยู่ภายในบริเวณอาคารเรียน หรือ วิ่งเล่นหยอกล้อ พูดคุยกัน ต่างก็พร้อมใจกันรีบมุดลงไปหลบอยู่ใต้โต๊ะ หรือเข้าไปชิดแอบอิงบริเวณผนังในห้องเรียนที่มีโครงสร้างแข็งแรงกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นใน 2-5 นาที เมื่อเสียงกริ่งสัญญาณให้อพยพดังอีกครั้ง ผู้นำนักเรียนแต่ละห้องก็ถือธงเดินเร็ว ๆ นำเพื่อนร่วมห้องลงจากตึกหรืออาคารไปนั่งอยู่กลางสนามที่โล่งแจ้ง ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามวิธีการอพยพที่เน้นการเดินเร็ว ไม่วิ่ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และเมื่อมานั่งรวมพลกลางสนามผู้นำจะนับจำนวนผู้อพยพของแต่ละห้องว่าอยู่ครบหรือไม่ ก่อนรายงานต่อครูประจำชั้น เพราะหากเกิดสถานการณ์ขึ้นจริงอาจมีผู้บาดเจ็บหรือออกมาไม่ทัน เพื่อครูประจำชั้นจะได้รายงานต่อผู้บัญชาการภัยพิบัติประจำโรงเรียน และภัยพิบัติของจังหวัดต่อไป โดยทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 7-8 นาทีเท่านั้น เหล่านี้คือ ส่วนหนึ่งของ "การสาธิตปฏิบัติการเตรียมความพร้อมเผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ" ที่โรงเรียนบ้านปงสนุก จ.ลำปาง จัดสาธิตการอพยพหนีภัยพิบัติแผ่นดินไหว โดยนักเรียนชั้น ป.3-ป.6 ของโรงเรียนบ้านปงสนุก โรงเรียนนิคมสร้างตนเองกิ่วลม 1 และโรงเรียนนิคม สร้างตนเองกิ่วลม 3 ก่อนแบ่งเด็กเป็นกลุ่มย่อยเข้าฐานกิจกรรม เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์จากเหตุการณ์จำลอง ใน 12 ฐานกิจกรรม ที่มีทั้งกระสอบดับไฟ, เครื่องดับเพลิงพิชิตไฟ, หนีควันให้ปลอดภัย, ข้ามน้ำยามมีภัย, ข้ามห้วยด้วยไม้ไผ่,ทุ่นลอยจากวัสดุเหลือใช้, เคลื่อนย้ายผู้ป่วย, พยาบาลใจดี, บ้านพักยามยาก, ส้วมกระดาษ, หนูน้อยร่วมใจ และยุวชนอาสาเตือนภัย ในแต่ละฐานกิจกรรมจะสอนให้เด็กปฏิบัติตัวในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ฐานหนีควันให้ปลอดภัย จะสอนให้เด็กรู้ว่าหากเกิดไฟไหม้เมื่อจะออกจากห้องให้ใช้หลังมือสัมผัสบริเวณทางออกว่าร้อนหรือไม่ ถ้าปลอดภัยแต่มีควันจำนวนมาก ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำปิดจมูกและให้ก้มต่ำที่สุด ถ้าไม่มีอากาศหายใจให้ใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะไว้จะใช้ได้ประมาณ 5 นาที ส่วนฐานข้ามน้ำยามมีภัยจะฝึกให้รู้จักการทรงตัว เพราะหากดินโคลนถล่ม สะพานถูกตัดขาด จะได้รู้วิธีการเดินบนเชือกเส้นเดียวแทนสะพาน ซึ่งลำปางก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในสถานการณ์เสี่ยงจากเหตุดินถล่ม "ทุกวันนี้ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกมีความถี่และรุนแรงมากขึ้น ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ คือ การให้การศึกษา เมื่อคนมีความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติ ก็จะสามารถตัดสินใจทำในสิ่งที่ดีกว่าในขณะที่เกิดภัย ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันว่า การสร้างทัศนคติและความตระหนักในการป้องกันภัยให้แก่คนในชุมชน มีผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน โดยนักเรียนจะนำความรู้ที่ได้รับไปเผยแพร่ให้แก่บุคคลในครอบครัวและชุมชน" นายสมบัติ สุทธิพรมณีวัฒน์ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 กล่าวและว่า เป็นปีที่ 3 แล้วที่ทุกโรงเรียนในเขตพื้นที่ต้องจัดฝึกซ้อมอพยพหนีภัยทุกปี เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การเอาตัวรอด เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยต่าง ๆ พร้อมทั้งปลูกฝังเรื่องจิตสาธารณะให้เด็ก ๆ ได้ดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้น ผู้บริหาร ครู และชุมชน ก็ต้องร่วมฝึกทักษะในเรื่องนี้ด้วย นายสมพร นาคพิทักษ์ ผอ.โรงเรียนบ้านปงสนุก กล่าวเสริมว่า ที่โรงเรียนบ้านปงสนุก มีการสอดแทรกความรู้เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติไว้ในการจัดการเรียนการสอนทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยบูรณาการกับวิชาต่าง ๆ อาทิ คณิตศาสตร์ เช่น สอนนับจำนวนผู้บาดเจ็บ การคิดอัตราร้อยละ การทำกราฟ เป็นต้น ซึ่งการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่โรงเรียนทุกแห่งต้องให้ความสำคัญ การส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาตินี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ร่วมกับสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ ไจก้า (JICA) และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย จัดโครงการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมพร้อมฯขึ้น โดยบรรจุเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติไว้ในหลักสูตรการศึกษา และผลิตสื่อการเรียนรู้เป็นหนังสืออ่านประกอบ อาทิ ดินถล่ม อุทกภัย และสึนามิ ควบคู่กับคู่มือจัดการเรียนรู้ แจกจ่ายให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน นายโอโนเดระ จุน ผู้เชี่ยวชาญจากไจก้า ซึ่งดูแลโครงการพัฒนาศักยภาพการจัดภัยพิบัติในประเทศไทย ระยะที่ 2 เล่าประสบการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่นว่า แม้จะมีการสอนวิธีปฏิบัติตัวในโรงเรียนและประสบเหตุแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงเด็ก 90% ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง คือ มุดใต้โต๊ะ แต่ยังคงมีอีก 10% ที่ทำอะไรไม่ถูกและร้องไห้โกลาหล ซึ่งเราก็ได้มีการทบทวนอยู่เสมอ และเมื่อมาประเทศไทย พบว่า จุดเด่นของสังคมไทย คือ มีความร่วมมือ ช่วยเหลือกันระหว่างชุมชนกับโรงเรียนอย่างเหนียวแน่น ส่งผลให้สามารถรับมือภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่างจากญี่ปุ่นที่ผู้คนแยกกันอยู่ เมื่อเกิดภัยพิบัติทำให้การประสานงานล่าช้า ดังนั้นญี่ปุ่นต้องกลับมาเรียนรู้เรื่องความร่วมมือระหว่างชุมชนของไทย และอยากให้ไทยรักษาความร่วมมือระหว่างสังคมให้ดีอย่าให้หายไป ประสบการณ์ที่่นำมาแลกเปลี่ยนกันย่อมเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกคน บวกกับการเรียนรู้ ฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องจะทำให้เด็ก ๆ ไม่เกิดอาการตื่นตระหนก เมื่อประสบกับเหตุการณ์จริง และที่สำคัญจะสามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ช่วยเอาตัวรอดได้ในยามคับขัน. ณัชชารีย์ วิเชียรรัตน์
แหล่งข่าว :
dailynews.co.th